ตำนานวันเก้ากอง (วันเก้ากองบ่ดีเผาผี วันยีบ่ดีเผาถ่าน)
วันเก้าก๋อง เป็นความเชื่อของชาวล้านนาว่า เป็นวันที่ไม่ควรเผาศพ หรือเผาผี
เพราะจะทำให้คนในหมู่บ้านหรือในกลุ่มสังคมเดียวกันมีคนตายติดต่อกันไม่รู้จบ บางทีอยู่
ๆ ก็มีคนตานเกิดขึ้นติด ๆ กันเป็นต้น ซึ่งมีตำนานนิทานเล่าขานกันไว้ว่า
ในกาละครั้งหนึ่ง
มีหญิงทุกข์ยากไร้คนหนึ่ง แต่มีรูปสวยงดงามเป็นที่ต้องตาชายทั้งหลาย มีชื่อว่า “นางสรรพเฉะ” หรือคำล้านนาเรียกว่า
“สัปปะแจ๊ะ” คือ มีความกำหนัด
(ชื้นแฉะ) ในกามคุณอยู่เสมอ นางอาศัยความมีรูปงาม และเก่งทางกามคุณศาสตร์จึงทำให้ชายที่เข้าไปเสพสมกับนางมักจะติดใจในรสกาม
ของนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนทำให้นางมีสามีพร้อมกันทีเดียว ๗ คน โดยแต่ละคนนั้นมีลักษณะที่เหมือนกันทุกอย่างไม่ผิดเพี้ยนนั้นคือ
“หัวล้าน” เหมือนกันหมด
ทรงผมก็เหมือนกัน เหมือนกับหลอมหล่อมาจากพิมพ์เดียวกัน
อยู่มาวันหนึ่ง นางไปป่าเก็บเห็ดชนิดหนึ่งมาทำอาหารรับประทานกันตามปกติเช่นทุกวัน
นั้นคือ นางจะให้สามีทั้ง ๗ รับประทานก่อน แล้วนางรับประทานทีหลัง โดยนางไปทำธุระข้างล่างก่อนแต่ปรากฏว่าเห็ดที่นางเก็บมาทำอาหารนั้นเป็นเห็ด
มีพิษ สามีทั้ง ๗ รับประทานอาหารที่เป็นพิษก็ถึงแก่ความตายกองเรียงกันที่ห้องโถง
(บนเติ๋น) ที่รับประทานอาหารประจำของครอบครัว เมื่อนางเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ ทำอย่างไรดีนางก็คิดสาระตะร้อยแปด
เงินทองก็ไม่มีจะจ้างสัปเหร่อทำศพ ครุ่นคิดสักพักก็คิดได้ จึงได้นำสามีไปซ่อนไว้ ๖
ศพในห้องนอนก่อน เอาไว้ที่ห้องโถง ๑ ศพ แล้วไปหาสัปเหร่อหื้อมาเอาศพสามีไปเผา โดยตกลงราคากันเป็นที่เรียบร้อย
และนางได้บอกสัปเหร่อว่า สามีของนางนั้นมีความรักในตัวนางมาก เกรงว่า เอาไปเผาแล้วจะกลับคืนมาหานางอีก
สัปเหร่อบอกว่า ถ้าแล้วยังกลับมาอีกจะไม่รับค่าจ้างเลย โดยจะเอาไปเผาให้เปล่า ๆ อีกจนกว่าจะไม่กลับมา
เมื่อตกลงกันเป็นหมั้นเหมาะแล้ว ก็พาสัปเหร่อไปที่บ้านนำศพสามีคนแรกไปเผา
เมื่อสัปเหร่อนำศพแรกไปแล้ว นางก็ลากเอาศพสามีที่ ๒ ออกมาไว้ที่เดิม
โดยเอาขี้เถ้าถูทาตามคัวไว้
ส่วนสับเหร่อเมื่อจัดการศพขึ้นกองฟอนแล้ว
ก็กลับไปรับค่าจ้าง พอไปถึงนางก็ร้องบอก สัปเหร่อว่า สามีของนางกลับมาที่บ้านอีกแล้ว
สัปเหร่อก็เห็นเป็นลักษณะของชายที่นำไปเผามาแล้วจริง ๆ ก็นึกว่าสามีของนางกลับมาจริง
ๆ จึงนำศพที่ ๒ ไปเผาอีก จัดการเผาอีก แล้วก็กลับไปจะรับค่าจ้าง ก็เจอศพที่ ๓ อีก
สัปเหร่อก็นำเอาไปเผาอีก จนถึงคนที่ ๗ สัปเหร่อจึงนั่งเฝ้าที่กองฟอนดูไฟไหม้ศพ และเตรียมไม้ท่อนพอเหมาะนั่งรออยู่
นึกในใจว่ามันฟื้นลุกขึ้นมาเพื่อไหร่จะทุบหัวให้เละเลยแล้วจะจับเผาตรงนี้ ให้หมด
ไม่ต้องไปแบกมาจากบ้านอีก ในขณะนั้นมีชายเผาถ่านคนหนึ่ง เนื้อตัวมอมแมม
เปื้อนถ่านเดินผ่านมา บังเอิญชายผู้นั้นหัวล้านเหมือนกับศพที่เผาไป ๗ ศพ สัปเหร่อเห็นคนหัวล้านเดินมา
ก็คิดว่าศพมันลุกจากกองไฟ จึงวิ่งเข้าไปจะทุบตีให้ตายว่าเผาไปถึง ๗
ครั้งยังลุกมาได้อยู่อีก ชายผู้นั้นก็งงไม่รู้อี่โหน่อี่เหน่ก็ถูกคนมาไล่ทุบไล่ตี
จึงป้องกันตัว พูดด้วยมันสัปเหร่อ ๆ ก็ไม่พูดด้วย จึงกอดรัดฟัดเหวี่ยงต่อสู้กัน จนในที่สุดตกลงไปในกองไฟที่กำลังโชติช่วงนั้นตายด้วยกันทั้ง
๒ คน รวมแล้ววันนี้เผาคนตายไปถึง ๙ ศพ
ดังนั้น ชาวไทยวน ไทลื้อ มอญ ตั้งแต่โบราณสืบทอดมาถึงล้านนา
(เนื่องไทยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าถึง ๒๑๖ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๐๑-๒๓๑๗) จึงมีความเชื่อกันว่าวัน
“เก้ากอง” ไม่ควรเผาศพ หรือเผาผี เพราะจะทำให้เกิดเหตุเภทภัย
หรือที่ทางล้านนาเรียกว่า “ขึด” เกิดขึ้นในหมู่บ้าน
อาจจะมีคนตายติด ๆ กัน หรืออยู่ ๆ ก็มีคนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
จึงให้เว้นวันดังกล่าว เพื่อความสุขสบายของหมู่บ้าน สังคมที่ตนอยู่อาศัยร่วมกัน
ความหมายวันเก้ากอง
วันเก้ากอง เป็นวันที่นักปราชญ์โบราณห้ามเผาศพหรือเผาผีเด็ดขาด
เพราะมีความเชื่อว่า จะทำให้มีการตายติดต่อกันในเวลาอันสั้น ๆ ซึ่งมีการนับวันเก้ากองกันตามแบบล้านนาไว้
๑๒ วัน ดังนี้
๑. เก้าก๋อง ๒. รองปืน ๓. ปืนดอก ๔.
ปืนดาย ๕. สุปั๊ก ๖. รับได้ ๗ รับต๋าย ๘. คว่ำได้ ๙. ไสเจ้า ๑๐. ไสเสีย ๑๑. ต๊ายป้าว ๑๒. ยี่เปียง โดยมีอำอธิบายความหมายไว้ว่า
๑. เก้าก๋อง ห้ามเผาศพซาก แต่ทำการมงคลอื่น ๆ ได้
๒. รองปืน ห้ามปลูกพืชผัก
และซื้อสัตว์มาเลี้ยง แต่ใช้หมั้นหมายคู่บ่าวสาวได้ ดีนักแล
๓. ปืนดอก สร้างบ้านใหม่
เปิดร้านค้าขาย ดี
๔. ปืนดาย ออกบ้านไปค้าขาย หาเงินทอง
ดี
๕. สูปั๊ก
ไม่ควรขึ้นครูเรียนสูตรเรียนมนต์ หรือเรียนขับรถขับเรือ และไม่ควรเอาคน
แปลกหน้ามาบ้านเรือน
๖. รับได้
นำทรัพย์สินเงินทองเข้าบ้านดีนัก นอกจากนี้ไม่ดี
๗. รับตาย ไม่ควรออกสู้รบวันนี้
แต่ดีสำหรับการผลิตยาแก้แก้โรคต่าง ๆ
๘. คว่ำได้ ไม่ควรสร้างบันไดขึ้นบ้าน
สร้างสะพาน และไม่ควรเดินทางไกล
๙. ไสเจ้า ไม่ควรส่งคู่บ่าวสาวเข้าหอ
ส่งเคราะห์ก็ไม่ควรทำวันนี้
๑๐. ไสเสีย ไม่ควรจัดงานแต่งงาน
หรืองานเลี้ยงใด ๆ
๑๑. ต๊ายป้าว ไม่ควรเดินทางทางน้ำ
แต่เหมาะสำหรับสร้างบ้านใหม่ สร้างวัดวาอาราม
๑๒. ยี่เปียง
เป็นวันดีทำการงานทุกอย่างได้อยู่เย็นเป็นสุข มีโชคลาภ เจริญรุ่งเรืองสถาพร
ดีนักแล
วิธีนับวันเก้ากอง
วิธีนับวันเก้ากองนั้น ต้องจำให้ได้ว่าวันสิ้นสุดของเดือนนั้น
ๆ ตรงกับวันเก้ากองวันไหน ตัวอย่าง คือ เดือน ๓ เหนือ แรม ๑๔ ค่ำ (ดับหน) ซึ่ง
ตรงกับวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ วันเก้ากองคือวัน “รองปืน” ฉะนั้น เดือน ๔ เหนือ ขึ้น ๑ ค่ำ ให้นับข้ามจากวัน
“รองปืน” ไป ๑ วัน นั้นคือ ข้ามปืนดอก
ไปนับขึ้น ๑ ค่ำที่ “ปืนดาย” ขึ้น ๒
ค่ำสูปั๊ก ขึ้น ๓ ค่ำ รับได้ ไปให้หมดเดือน ๔ เหนือ ก็จะรู้ว่าเดือน ๔ เหนือ
มีวันเก้ากอง อยู่ ๒ วัน ได้แก่ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำ, และวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๓ แรม ๗ ค่ำ และเดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ ตรงกับวัน “ไสเจ้า”
ส่วนเดือน ๕ เหนือ ก็นับข้าม “ไสเจ้า” ไป ๑ วัน นั้นคือ
ข้าม “ไสเสีย” ไป โดยไปนับขึ้น ๑ ค่ำ
ตรงกับ “ท้ายป้าว” นับไปให้ถึงแรม ๑๔ ค่ำเดือน
๕ เหนือ ว่ามันตรงกับวันไหน เดือน ๖ ก็นับต่อโดยข้ามวันถัดไป ๑ วัน
เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนมีวัน “เก้ากอง”
กี่วัน
พระศาสดาของแต่ละศาสนาต่างมีความเห็นตรงกันว่า
จิตมนุษย์นี้ไซร้ ถ้าปล่อยให้ห่างพระไม่มอบถวายพระแล้ว มารร้าย-ผีซาตานก็จะเข้ายึดครอง-ล้างสมองจูงไปทำความชั่วทันทีท่านจึงกำหนดแน่นอนลงไปว่าต้องมีวันสำคัญหนึ่งวันในทุกสัปดาห์ที่ศาสนิกจะต้องหยุดงานประจำเข้าเฝ้าพระ เอามโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์ในศาสนาของตน เพราะเหตุฉะนี้มุสลิมจึงต้องไปโบสถ์ทุกวันศุกร์ ยิวทุกวันเสาร์ และคริสต์ทุกวันอาทิตย์
ถึงกาลเวลาจะหมุนเวียนผ่านไปๆมากกว่าพันปีในวันดังกล่าวโบสถ์ของเขาก็ยังเนืองแน่นด้วยผู้มีศรัทธาไม่สร่างซาน่าอัศจรรย์
พระพุทธศาสนาของเราเกิดก่อนคริสต์มากกว่า 500 ปี ก่อนอิสลามถึง 1,000 ปีเศษ พระบรมศาสดาก็ทรงกำหนดวันพระไว้ เป็นธรรมนูญชีวิตของชาวพุทธว่าทุกวันจันทร์เพ็ญ-วันจันทร์ดับ และวันจันทร์กึ่งดวงคือ วันขึ้น 8 ค่ำ และวันครบ 8 ค่ำ รวม 4 วันในหนึ่งเดือน ให้ชาวพุทธมอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนตรัย-ที่พึ่งอันประเสริฐของตน
ท่านเจ้าคุณพระธรรมญาณมุนี ท่านได้เขียนถึงความสำคัญของวันพระไว้น่าคิดว่า-
“ในเมืองไทยเรานี้มีวันสำคัญประจำสัปดาห์ทางจันทรคติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอยู่วันหนึ่ง คือ วันพระ”
เดิมมาชาวพุทธเราถือว่าวันพระเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ แต่ในปัจจุบันนี้คนโดยมากก็มีความรู้สึกเหมือนวันทั้งหลาย-ที่เข้าใจว่า วันพระเป็นวันเป็นวันดีพิเศษกว่าวันธรรมดามีไม่เท่าไร
ความจริงวันพระเป็นวันมงคลประจำชีวิตทั้งส่วนตัวคน และส่วนหมู่คณะ ตลอดถึงประเทศชาติในฐานะเป็นวันทำความสะอาดชีวิตจิตใจที่สำคัญ และมีความจำเป็นมากมาย
เครื่อง นุ่งห่ม เครื่องใช้ ตลอดจนที่อยู่อาศัย อาคารบ้านเรือนทั่วไป ต้องมีกำหนดวันทำความสะอาด เจ้าของหรือผู้ใช้จึงจะสามารถได้รับประโยชน์สมความมุ่งหมายฉันใด วันพระก็เป็นวันสนองความหมายเป็นทำนองเดียวกันฉันนั้น
ผู้เขียน (หลวงพ่อพระธรรมญาณมุนี) มีความปรารถนาที่จะเห็นคุณค่าของวันพระกลับมาสนองความปรารถนาเพื่อชีวิตก่อนที่จะสายเกินไป
กระผมเห็นด้วยกับหลวงพ่อสุดใจ จึงจะขอเก็บสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระจากอดีตตราบปัจจุบันมาสนับสนุน
ยุคทอง ยุคธรรมแห่งชาติไทย ไม่มียุคไหนจะเรืองรุ่งล้ำยุคสุโขทัยไปได้
ไพร่ ฟ้าหน้าใสสมบูรณ์พูนสุข-ทางเศรษฐกิจ=ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว-ทางจิตใจ=ทรงศีลทรงธรรม-ทางการปกครอง=พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยทรงปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองชอบด้วยธรรมทุกด้าน-ด้าน ความมั่นคง=อาณาจักรสุโขทัยมีเมืองกว้างช้างหลาย
ลองสาวลึกเข้าไปทางต้นตอแห่งความเกษมสุขของไทยสุโขทัยดู ก็จะพบว่า “วันพระเป็นแม่บทที่สำคัญยิ่ง”
ศิลาจารึกของพ่อขุนตีแผ่ความจริงให้ทราบว่า
1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหง-ปลูกไม้ตาลได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟันขดานหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ (คือพระแท่นมนังคศิลา)
- วันเดือนดับ (แรม 14 หรือ 15 ค่ำ)
- วันเดือนออกแปดวัน (ขึ้น 8 ค่ำ)
- วันเดือนเต็ม (ขึ้น 15 ค่ำ)
- วันเดือนข้างแปดวัน (แรม 8 ค่ำ)
ปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานหิน (ธรรมมาสน์) สวดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล
ผลที่ได้รับจากอิทธิพลของวันพระทั้ง 4 วันก็คือ
“คน ในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน) มักทรงศีล มักอวยทาน (ทำบุญในพระพุทธศาสนา) พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้า...ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน ”
เชิญมาชมความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระยุคกรุงศรีอยุธยาต่อไป-
สมเด็จ พระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พม่าข้าศึกแล้ว เสด็จกลับถึงพระนคร จึงให้ลูกขุนพิจารณาโทษแม่ทัพนายกองที่มีความผิด-ตามเสด็จไม่ทัน โทษถึงประหารชีวิตรวม 6 คน
ดำรัสสั่งให้เอาตัวไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้วให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสีย
โปรดสังเกตพระนเรศวรทรงเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระต้องให้พ้นวันพระไปก่อนจึงให้ลงดาบตามคำลูกขุนพิพากษา
ตก เย็นวันศรม 14 ค่ำ เดือนยี่ ก่อนวันพระสมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว มหาสังฆนายกกับพระราชาคณะรวม 25 รูป จึงเข้าเฝ้าขอบิณฑบาตชีวิตแม่ทัพนายกองทั้ง 6 ให้พ้นจากโทษประหารชีวิต
มีพระดำรัสว่า “พระผู้เป็นเจ้าขอแล้ว โยมก็ถวาย”
ทราบว่าอิทธิพลของวันพระยังเป็นจารีตตกทอดมาถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือกรมราชทัณฑ์จะไม่ประหารชีวิตนักโทษในวันพระเป็นอันขาด
ลาลูแบร์ชาวฝรั่งเศสบันทึกเหตุการณ์ “วันพระ” ยุคพระนารายณ์มหาราชไว้ว่า
“วัน ที่บรรดาพระภิกษุปลงผมนั้นเป็นวันสิ้นเดือนทางจันทรคติ หรือวันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวง (น่าจะปลงผมในวันโกนก่อนวันพระ 1 วัน) และในวันนั้นๆ – ราษฎรจะพากันอดอาหาร กล่าวคือ เว้นการบริโภคอาหารตั้งแต่เพลาเที่ยงวันเป็นต้นไป (ถือศีลแปด)
อนึ่งในวันนี้พวกราษฎร(ทั่วไป) งดการออกไปจับปลา แล้วพากันไปทำบุญที่วัด”
ณ ที่นี้ในนามของชาวพุทธต้องขอคารวะจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่ช่วยพิทักษ์วันพระให้เป็นวันบริสุทธิ์จากบาป โดยห้ามมิให้ทางราชการออกอาชญาบัตรฆ่าสัตว์ในวันพระโดยเด็ดขาด และหวังว่าจะเป็นคำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป
ท่านกวีเอกสุนทรภู่เอ่ยถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระไว้อีกมุมหนึ่งว่า
อนึ่งวันจันทร์คราส-ตรุษ-สารท-สูรย์
วันเพ็ญบูรณ์ พรรษาอัชฌาสัย
ทั้งวันเกิดเริดร้างให้ห่างไกล
ห้ามมิให้เสน่หาถอยอายุ
พี่ น้องชาวพุทธที่รัก วันพระเป็นวันศักดิ์สิทธิ์-สำคัญอย่างยิ่ง เป็นวันแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ของชาวพุทธ นอกจากไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งคนทั้งสัตว์แล้วยังศักดิ์สิทธิ์ล้ำลึกอย่าง ที่คนสมัยใหม่คาดไม่ถึง นั่นก็คือ แม้แต่ผัวเมียเขาก็ยังสมาทานงดเว้น “เสน่หา” กันครับ.
เรื่องของการถือฤกษ์งามยามดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชาวบ้าน ที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า มักจะคล้อยตามหรือเชื่อถือตาม ๆ กันมา โดยปราศจากเหตุผลและตราบใดที่คนเรายังไม่มีความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ของพระพุทธศาสนาอย่างหนักแน่นแล้วก็ยากที่จะเลิศละได้
พระพุทธองค์ทรงวางหลักการถือฤกษ์ยามไว้ดังนี้
"ภิกษุทั้งหลาย ! คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดี ของคนเหล่านั้น
คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดี ของคนเหล่านั้น
คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดี ของคนเหล่านั้น
คนทั้งหลายปฏิบัติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี และบูชาดี"
( สุปุพพัณหสูตร ๒๐/๓๓๕)
หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการกระทำเป็นใหญ่ ถือว่าใครทำความดีเวลาใด เวลานั้นก็เป็นเวลาที่ดี เป็นฤกษ์ที่ดีเป็นเวลาที่เป็นมงคล ทำให้เกิดโชคดี มีความสุขความเจริญตามมา
แต่ทั้งนี้จะต้องมีปัญญากำกับด้วย คือต้องประกอบด้วยกาละเทศะ และบุคคลร่วมด้วย ถ้าทำกรรมใดโดยขาดปัญญา กาละและเทศะ เช่น หว่านข่าวในทะเล หรือทำนาหน้าแล้ง มักก็ย่อมจะเหนื่อยเปล่า และเสียของเปล่าแน่นอน
และสิ่งประกอบสำคัญ ที่ไม่ควรลืมคืออกุศลกรรมเก่า จะตามมาให้ผลในขณะที่เรากำลังทำความดี ให้เราต้องได้รับความทุกข์ แต่เหตุที่เราทำกรรมดีไว้ ผลก็จะต้องดีเสมอไป ไม่กลับกลายเป็นอื่น
เรื่องกฎแห่งกรรม เป็นเรื่องลึกซึ้งและซับซ้อน ค่อนข้างจะเข้าใจยาก ควรที่จะศึกษาให้แจ่มแจ้ง มิฉะนั้นอาจจะเห็นผิดว่า “คนทำดีได้ชั่วก็มี คนทำชั่วได้ดีก็มี” ซึ่งตามกฎแห่งกรรมของพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีทางจะเป็นไปได้
แต่เพราะการให้ผลของกรรม บางครั้งต้องข้ามภพชาติ จึงทำให้ผู้อ่อนปัญญาเห็นผิดไป เพราะไปเพ่งแต่กรรมในปัจจุบัน ไม่เห็นกรรมชั่วในอดีต ที่กำลังให้ผลอยู่ในปัจจุบัน
ในฐานะชาวพุทธที่ดี ก็ควรจะดำเนินตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นแนวคำสอนของผู้รู้แจ้งโลกทุกโลกแล้ว ไม่มีทางที่จะผิดพลาดได้ อย่าได้ฝากความหวังไว้กับหมดดู ซึ่งมักจะคู่กับหมอเดา จะพาให้เศร้าใจ.
โยมพ่อ "พระพุทธศาสนามีหลักการอย่างไรดูฤกษ์งามยามดีพระคุณเจ้า"
ลูกพระ "พระพุทธเจ้าทรงวางหลักการถือฤกษ์ยามไว้ดังนี้
1.คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดี ของคนเหล่านั้น
2.คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดี ของคนเหล่านั้น
3.คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดี ของคนเหล่านั้น
4.คนทั้งหลายปฏิบัติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี และบูชาดี
คำ สอนเน้นการกระทำเป็นหลักและต้องประกอบด้วยปัญญาเป็นตัวกำกับ ถ้าขาดปัญญา แทนที่จะเป็นฤกษ์งามยามดี จะกลายเป็นเคราะห์หามยามร้ายได้นะจ๊ะ"
โยมพ่อ "สาธุ ดีแล้ว"
ดีครับ ขอบคุณครับ
ตอบลบ